ด้วยความหลงใหลในแฟชั่นและเชื่อมั่นในฝีมือ Michael Korsจึงก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นชื่อเดียวกับตัวเองขึ้นเมื่อปี 1981 โดยหลังได้เงินลงทุนจาก Silas Chou กับ Lawrence Stroll ซึ่งเคยพา Tommy Hilfiger ปี 1992 ก็ทำ IPO และภายใต้การบริหารของ John Idol ที่เคยเป็น CEO ของแบรนด์ Donna Karen มาก่อน Michael Korsก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างและยอดขายเพิ่มขึ้น ภายใต้ Concept “แบรนด์หรูที่ราคาเข้าถึงได้”

ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Michael Kors

ปี 2012 Korsขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จนมีสาขามากมายอยู่ตามเมืองใหญ่ทั่วโลก ทั้งใน London, Milan, Munich, Seoul และ Tokyo รวมถึงในสาขาใหญ่ขนาด 7,000 ตารางฟุตใน Rue St. Honore ย่านซึ่งเต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้าหรูของกรุง Paris

แต่มาถึงปี 2017 ต้องเผชิญกับช่วงขาลงเช่นเดียวกับแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ หลังผู้บริโภคหันไป Online Shopping กันมากขึ้น และการเดินเข้าซื้อถึงร้านที่ลดลง จนต้องทยอยปิดสาขากว่า 100 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ในปีเดียวกัน Kors ยังมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย โดยเข้าซื้อกิจการ Jimmy Choo แบรนด์รองเท้าหรูสัญชาติอังกฤษด้วยเงิน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 39,600 ล้านบาท) เป็นการส่งสัญญาณว่า

การรุกตลาดแฟชั่นหรูคือเป้าหมายต่อไป ดังนั้นการซื้อกิจการ Versace จึงตอกย้ำว่า Luxury Brand มีความสำคัญต่อธุรกิจของ Kors ในอนาคต

CEO ของ Michael Korsกล่าวถึง Big Deal ล่าสุดในวงการแฟชั่นว่า “การได้ Versace มาเป็นแบรนด์ในเครือ จะทำให้เรามุ่งสู่การเป็นแบรนด์กลุ่มธุรกิจด้านแฟชั่นและแบรนด์หรูชั้นนำของโลก”

จับตาดู “Versace on the Kors”

ด้วยเงินที่ทุ่มลงไปไม่น้อยกับ Deal นี้ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ แน่นอนว่า Michael Korsต้องมีแผนไว้แล้วจะทำอย่างไรกับแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งได้มา

โดย CEO วัย 59 ปีของ Michael Korsเผยว่า จะทำให้ Versace มียอดขายทั่วโลกเพิ่มเป็น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 66,000 ล้านบาท) ผ่านทั้งการเปิดสาขากว่า 100 แห่ง พร้อมรุกช่องทาง Online โดยมีกลุ่มวัยรุ่นฐานะดีเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ขณะที่ Collection ใหม่ๆ ที่เพิ่งเปิดตัวจาก Runway ก็ยังมีความสำคัญ

ด้าน Donatella Versace ผู้ร่วมก่อตั้ง Vesace เมื่อปี 1978 กับ Gianni พี่ชายที่เสียชีวิตจากการฆาตกรรมเมื่อปี 1997 ซึ่งปัจจุบันควบตำแหน่ง Designer ใหญ่ และรองประธานกรรมการ เชื่อว่าการเป็นส่วนหนึ่งของ Michael  จำเป็นต่อความสำเร็จของแบรนด์ในระยะยาว

Donatella Versace (ชุดดำ) และเหล่านางแบบดังยุค 90 ใน Collection ล่าสุุด   

วิเคราะห์กันว่า Deal นี้ส่งผลให้จำนวนแบรนด์หรูหรือแบรนด์แฟชั่นยุโรปที่ยังดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นอิสระลดลง หลังการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจนี้ผ่านการซื้อกิจการ ทั้งในทวีปยุโรปด้วยกัน เช่น การที่ LVMH มีทั้ง Louis Vitton, Dior และ TAG Heuer เป็นแบรนด์ในเครือ

ส่วนฝั่งอเมริกาก็เริ่มขยับแล้ว ด้วยการที่ Tapestry บริษัทผู้ถือหุ้นและเจ้าของ Coach เพิ่งซื้อกิจการ Stuart Weitzman และ Kade Spade แบรนด์รองเท้าหรู และกระเป๋าสตรีร่วมชาติเมื่อปี 2015 และ 2017 ตามลำดับ นั้นจำเป็นต่อทั้ง Michael Korsและ Versace

ท่ามกลางพฤติกรรมการซื้อสินค้าของเหล่า Fashionista ที่เปลี่ยนไปและกำลังซื้อของชาวจีนที่เพิ่มขึ้นจนทำให้จีนเป็นตลาดที่ทวีความสำคัญในอนาคต

การได้ Versace มาอยู่ในมือจะปรับภาพลักษณ์ให้ Michael Korsเป็นแบรนด์หรูมากขึ้น และเมื่อนำยอดขายจากทั้งรองเท้า Jimmy Choo กับ Versace ที่เป็นสินค้าราคาแพง จะส่งให้ผลประกอบการโดยรวมของทั้ง 3 แบรนด์ภายใต้กลุ่มบริษัท Capri Holdings ที่เพิ่งก่อตั้งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสามารถสู้กับกลุ่มธุรกิจแบรนด์หรูคู่แข่งได้ในระยะยาว

ส่วน Versace ก็หมดห่วงเรื่องการบริหารและช่องทางการจำหน่ายสินค้า ขณะเดียวกันยังอุ่นใจได้ว่า การเข้าไปอยู่ในเครือ Michael Korsจะทำให้ช่วงขาขึ้นของบริษัทหลังปี 2016 ทำยอดขายได้ 686 ล้านยูโร (ราว 26,068 ล้านบาท) และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านยูโร (ราว 38,000  ล้านบาท) นั้นยังดำเนินต่อไป / cnn, forbes, Bloomberg, nytimes, theguardian, ft, reuter, wikipedia

อ่านต่อได้ที่ http://michaelwinslow.net/นาฬิกา-michael-kors/

กลับหน้าหลัก http://michaelwinslow.net/michael1/